REVIEW

Boston 10 พื้นสูง ซิ่งขึ้นแต่ยังติดดินเหมือนเดิม

adidas adizero Boston 10 เปิดประเดิมคอลเลกชัน adizero 2021 ที่ตามมาด้วย adios Pro 2 และ adizero Prime X ที่ทำให้เราเห็นความชัดเจนและเอาจริงเอาจังกับรองเท้าวิ่งมากขึ้นนั่นคือ ‘Lightstrike Pro’ ที่จะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของ ‘รองเท้าวิ่งทำความเร็ว’ ของ adidas ต่อไปในอนาคต โดยไร้ซึ่งโฟม Boost อีกแล้ว ขอเริ่มต้นด้วย adidas adizero Boston 10 หลังจากได้ลองเอาไปวิ่งมาประมาณ 30 กิโล เราค้นพบอะไรในรองเท้าคู่นี้บ้าง

1. พื้นสูงแต่ยังติดดินเหมือนเดิม

หากใครเป็นแฟนบอยของรองเท้าตระกูล adizero ย่อมคุ้นเคยกับความรู้สึก ‘ติดดิน’ อันนี้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆ คือมันเป็นความรู้สึกกระด้างที่เกิดขึ้นกับรองเท้าบางกรอบเหล่านั้น แต่ใช่ว่า adizero Boston 10 จะไม่เกิดขึ้น ถึงแม้จะอัดโฟม Lightstrike Pro เข้ามาช่วยเบรกความกระด้าง แต่เรายังรู้สึกว่าคาแรกเตอร์ของโฟม Lightstrike ยังชัดเจนอยู่

2. Carbon plate ทำงานได้ดีกว่า Energy Rods

หากดูจากภาพที่เปรียบเทียบรองเท้า 2 ข้าง ข้างนึงถอดแผ่นรองออกจะเห็นแผ่นสีดำใต้เท้าทันทีนั่นคือ ‘แผ่นคาร์บอน’ ที่ใส่มาให้ adizero Boston 10 หลังจากที่เราลองวิ่งไปสักระยะรู้สึกว่าการดีดเด้งบริเวณส้นเท้ามีมากกว่าปลายเท้า โดยเฉพาะเมื่อลงน้ำหนักที่ส้น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แปลกดี รองเท้าไม่ได้เร่งเราจนเกินไป แต่ช่วยยกเท้าไวจนไม่รู้สึกหนัก

Energy Rods ใต้เท้าเหมือนกับ adizero adios Pro

3. หลายคนบอกคู่นี้หนักไป แต่เราว่าไม่!

น้ำหนัก 290 กรัมในไซซ์ 8.5 UK อาจฟังดูเหมือนหนักไปสำหรับใครหลายคน แต่อย่างที่บอกไปข้อก่อนหน้าว่า หน้าที่ของคาร์บอนที่มาช่วยยกเท้า ทำให้ความรู้สึก 290 กรัมนั้นไม่ได้รู้สึกว่าหนักหรือหน่วงขาจนเกินไป ประกอบกับคาแรกเตอร์ของโฟม Lightstrike ที่มีความ ‘แน่น’ และ ‘เฟิร์ม’ มากกว่าความ ‘นุ่ม’ ของโฟม Lightstrike Pro จึงทำให้ได้ที่เรียกว่า ‘หนัก’ ยังหาในระยะ 10 กิโลไม่พบ

แผ่นคาร์บอนบริเวณกลาง-ส้นเท้า ช่วยยกเท้าให้ไม่รู้สึกว่ารองเท้าหนักจนเกินไป

4. เปรียบเทียบกับ adios Pro (รุ่นแรก)

ลองสลับใส่ระหว่าง adizero Boston 10 และ adizero adios Pro ดูแล้วคาแรกเตอร์ของรองเท้าทั้งสองคู่มีความคล้ายคลึงกันมากๆ ทั้งการใช้คาร์บอนที่ส้นเท้าและ Energy Rods เข้ามาช่วยประคับประครองโฟม แต่สิ่งที่ทำให้รองเท้า 2 คู่ต่างกันคือโฟมนี่แหละ adizero Boston 10 ได้ความรู้สึก ‘แน่น’ และ ‘เฟิร์ม’ จากโฟม Lightstrike ในขณะที่ adizero adios Pro ได้ความ ‘นุ่มแบบไม่ยวบ’ และ ‘เด้ง’ จาก โฟม Lightstrike Pro ล้วนๆ ก็แล้วแต่ว่าคุณเป็นสายไหน

5. รองเท้าคู่นี้เหมาะกับใคร

หากพิจารณาจากหน้าที่เริ่มต้นแล้ว adizero Boston 10 จะเป็นรองเท้าวิ่งซ้อมสำหรับทำความเร็ว และน่าจะใช้ได้จนถึงระยะไกลเลยทีเดียว เพราะโฟมที่มีความแน่นพอสมควร ยังคงใช้ทำความเร็วได้ดีและไม่รู้สึกว่าเป็นภาระเท้ามากนัก มีความเมื่อยบ้างตอนใส่ยืนเฉยๆ รวมถึงส้นเท้าที่ดูเหมือนจะหลุดง่ายและก็ยังไม่หลุดให้เห็น ด้วยราคากับของที่อัดมาให้ในรองเท้าคู่นี้ถือว่า adizero Boston 10 เป็นรองเท้าที่คุ้มค่าใช้ได้เลย อ่อ ที่สำคัญสีสวยด้วยนะ

กล่องรองเท้า End Plastic Waste สวยมาก บ่งบอกว่ารองเท้าคู่นี้มีชิ้นส่วนที่มาจากวัสดุรีไซเคิล

คุณสมบัติทั่วไปของ adizero Boston 10
– อัปเปอร์เป็นผ้าเมซชั้นเดียว
– พื้น Lightstrike Pro เสริมด้วยโฟม Lightstrike ชั้นล่าง
– Energy rods และคาร์บอน (เฉพาะส้นเท้า) อยู่ระหว่างโฟม
– น้ำหนัก 290 กรัม (ไซซ์ 8.5UK)

adidas adizero Boston 10 ราคา 4,800 บาท
วางจำหน่ายแล้วที่หน้าร้านและร้านค้าออนไลน์ของ adidas

Comment here